“ โควิด-19 ” หรือ เชื้อไวรัส โคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 คือ เชื้อไวรัสที่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับเชื้อไวรัสที่หลายๆคนเคยได้ยินในชื่อของ โรคซาร์ส (SARS-CoV) และ โรคเมอร์ส (MERS-CoV) ซึ่งเป็นโรคที่ก่อให้เกิดความบกพร่องของระบบทางเดินหายใจ ทั้งหมดเป็นโรคระบาดที่ทำให้เกิดความสูญเสียทั่วโลก และถูกจัดอันดับให้เป็นโรคติดต่ออันตราย

ตารางเปรียบเทียบความรุนแรงของเชื้อไวรัสตระกูลโคโรน่า และ โควิด-19

จากข้อมูลในตารางจะเห็นว่า โควิด-19มีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าโรคอื่นๆ แต่เมื่อเทียบกับโรคไข้หวัดใหญ่ทั่วไปที่มีอัตราการเสียชีวิตเพียง 0.1% อีกทั้งการระบาดของโรคที่ยังดำเนินต่อไป และข้อมูลของเชื้อไวรัสที่ยังไม่สามารถสรุปได้แน่นอน ทำให้โควิด-19 ยังเป็นโรคระบาดที่มีความน่ากลัวโดยเฉพาะผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้สูงอายุ
สำหรับคนทั่วไปที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรง การติดเชื้อโควิด-19 อาจจะมีอาการไม่รุนแรง สามารถรักษาตามอาการ หรือหายเองได้ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการติดเชื้อและสร้างโอกาสในการแพร่เชื้อไวรัสให้กับกลุ่มผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ที่เมื่อติดเชื้อไวรัสจะมีอาการของโรครุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ

*** หากสงสัยว่าตนเองมีอาการควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 และรับการตรวจวินิจฉัยที่โรงพยาบาล ***

สารบัญเนื้อหา

  1. Update สถานการณ์
  2. การติดต่อของเชื้อไวรัสโควิด-19
  3. ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อและเสียชีวิต
  4. อาการของผู้ป่วยโควิด-19
  5. วิธีป้องกันและการรักษา

Update สถานการณ์ทั่วโลก (Update : 28.2.2563)

พื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวัง 9 ประเทศ

จีน ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์

สถานการณ์ของประเทศไทย

การระบาดของ โควิด-19 ในประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ 2 ( phase 2 ) คือ พบผู้ติดเชื้อในประเทศจากการสัมผัสใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวชาวจีนหรือผู้อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งในขณะนี้องค์กรที่เกี่ยวข้องก็กำลังเตรียมพร้อมในการรับมือ และเฝ้าระวัง เพราะ หากเข้าสู่ระยะที่ 3 ( phase 3 ) ซึ่งเป็นการพบผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวหรือผู้อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งหากเป็นการระบาดในระยะนี้จะควบคุมสถานการณ์ได้ยากมากขึ้น

การติดต่อของเชื้อไวรัส โควิด-19

การติดต่อยังเป็น Droplet space คือติดต่อในระยะใกล้ มีการไอจามใส่กัน เป็นละอองฝอยขนาดใหญ่ และการสัมผัสเชื้อที่อยู่บนผื้นผิวสิ่งของต่างๆ รายงานผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับที่สรุปผลวิจัยว่าเชื้อไวรัสตระกูลโคโรน่า เช่น โรคซาร์ส (SARS) และเมอร์ส (MERS) สามารถอยู่ได้นาน 9 วัน เมื่อติดอยู่กับพื้นผิววัตถุอยู่ในอุณหภูมิห้องปกติและยังมีฤทธิ์สามารถแพร่เชื้อต่อได้ ดังนั้น มีความเป็นไปได้ว่าเชื้อไวรัส โควิด-19 น่าจะมีอายุไม่แตกต่างกัน

จากการรายงานของจีนในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 ว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 สามารถปะปนในอากาศที่มีละอองน้ำ หรือฝุ่น เกิดขึ้นได้เฉพาะในการให้การพยาบาลในโรงพยาบาลในห้องไอซียู มีการดูดเสมหะ และเกิดฝอยขนาดเล็ก เป็นสาเหตุให้มีบุคคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อตามที่เห็นในข่าว สำหรับคนทั่วไปยังไม่มีความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสลอยในอากาศ

การระบาด

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ และเสียชีวิต

สำหรับการติดเชื้อ ยังไม่มีข้อมูลสรุปที่แน่นอน แต่พบว่ามีการติดเชื้อในทุกช่วงอายุ โดยอายุของผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 30-79 ปี ( 90% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด ) และส่วนใหญ่มีการติดต่อ หรืออยู่ในพื้นที่ระบาด

ส่วนอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างเห็นได้ชัดเจนว่ากลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วย มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ
– อายุของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่ 50 ปีขึ้นไป ( อายุยิ่งมากยิ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูง )
– ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ( ความดันโลหิตสูง 39.7% เบาหวาน 19.7% โรคหัวใจ 22.7% โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง 7.9% โรคมะเร็ง 1.5% )

อาการของผู้ป่วย โควิท-19

เมื่อได้รับเชื้อไวรัส อาการจะแสดงออกมาภายใน 1-2 อาทิตย์ ( ปัจจุบันระยะฟักตัวของโรคยังคงสรุปแน่นอนไม่ได้ ล่าสุดพบผู้ป่วยที่เริ่มแสดงอาการหลังจากรับเชื้อ 27 วัน ซึ่งมากกว่าเวลาที่คาดการณ์ไว้ถึง 2 เท่า )

เมื่อมีการแสดงอาการจะเริ่มจากการมีไข้สูง >37.5 องศา ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หายใจหอบเหนื่อย ถ่ายเหลวท้องเสีย ผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแรง หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง อาการของโรคจะมีความรุนแรงและทำให้เสียชีวิตได้

*** หากสงสัยว่าตนเองมีอาการควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และรับการตรวจวินิจฉัยที่โรงพยาบาล ***

วิธีป้องกัน

เนื่องจากข้อมูลของเชื้อไวรัสยังไม่มีการสรุปได้แน่นอน ทำให้วิธีการป้องกันโรคยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่อย่างไรก็ตามทุกคนสามารถใช้วิธีการป้องกันเบื้องต้น ได้ดังนี้
– หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล เหนื่อยหอบ เจ็บคอ
– หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ปิด ไม่มีการระบายของอากาศ
– หลีกเลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงที่มีการระบาดของโรค
– สวมหน้ากากอนามัย
– ควรล้างมือให้สม่ำเสมอด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล 60-70% อย่างน้อย 20 วินาที และงดจับตา จมูก ปากหากไม่ได้ล้างมือ
– หลีกเลี่ยงการใกล้ชิด สัมผัสสัตว์ต่าง ๆ โดยที่ไม่มีการป้องกัน
– ทานอาหารสุก สะอาด ใช้ช้อนกลาง ไม่ทานอาหารที่ทำจากสัตว์หายาก

โควิด-19

การรักษา (Update : 21.2.2563)

ปัจจุบันยังไม่มีการสรุปวิธีการรักษาอย่างชัดเจน ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ แต่ก็มีการทดลองใช้ยาต่างๆ ในการรักษา

19 ก.พ. 2563 :จีนอนุมัติให้ใช้ยาต้านไวรัส ฟาวิลาเวียร์ (Favilavir) ในการรักษาโควิด-19 อย่างเป็นทางการ และมีการทดลองใช้ยาคอลโรควิน ฟอสเฟต (Chloroquine Phosphate) และ ยาเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) ที่เคยเป็นยารักษาโรคเมอร์สควบคู่ไปด้วย