อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ สังคมสูงอายุ อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสาเหตุหนึ่ง คือ วิทยาการแพทย์ที่ทันสมัย ช่วยยืดอายุขัยโดยเฉลี่ยของคนเราให้ยาวนานขึ้น แต่ในขณะที่เรามีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น สมองคนเรากลับมีอายุการทำงานไม่ต่างจากเดิม จึงส่งผลให้จำนวนของผู้ป่วยโรคสมอง เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากที่ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคสมองเสื่อม  ถ้าพูดถึง สมองเสื่อม อาการ ที่เห็นได้ชัดคือ ปัญหาเรื่องความจำก่อนแน่นอน

 

สำหรับบทความนี้เราจะเน้นในเรื่องของการสังเกตอาการ การประเมินอาการเบื้องต้น และการป้องกันค่ะ :]

 

อาการของโรคสมองเสื่อม

  • มีปัญหาเรื่องความจำ คืออาการที่เห็นได้ในช่วงแรก และเป็นอาการที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดที่สุด เช่น ไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ ผู้คน หรือสถานที่ที่เคยไปได้
  • ระยะถัดมาจะมีปัญหาเรื่องการประมวลความคิด หรือการแก้ไขปัญหา
  • มีปัญหาในการสื่อสาร การใช้คำ และภาษา เช่น บางคนเคยเขียนหนังสือได้ อยู่ดีๆ ก็เขียนไม่ได้
  • มีปัญหาเรื่องของการวางแผน และการจัดการงานต่างๆ เช่น แม่บ้านเคยทำกับข้าวได้ แต่อยู่ดีๆ ก็ลืมคิดไม่ออกว่า ต้องทำยังไง อาการจะเริ่มขยายมากขึ้น ต่อมาอาจจะเริ่มหลงทาง เส้นทางเดิมๆ ที่เคยไป ก็จะจำไม่ได้ กลับบ้านไม่ถูก
  • สุดท้ายจะมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว การประสานงานกันของกล้ามเนื้อ ทำให้ไม่สามารถทำงานที่มีความซับซ้อนได้ จนระยะต้องมีคนดูแล 24 ชั่วโมง เพราะไม่สามารถทำเรื่องที่ทำในชีวิตประจำวัน กิจวัตรทั่วไป เช่น เข้าห้องน้ำยังไง เคี้ยวข้าวยังไง สุดท้ายก็นอนติดเตียง ซึ่งผู้ป่วยสมองเสื่อมส่วนใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตอาการสมองเสื่อม แต่เสียชีวิตจากผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น เช่น กินไม่ได้จนสำลัก ปอดบวม หรือ นอนติดเตียงจนมีปัญหาแผลกดทับ

 

ผู้ป่วยสมองเสื่อมส่วนใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตจากอาการ สมองเสื่อม แต่เสียชีวิตจากผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น

 

นอกจากการเปลี่ยนแปลงในด้านความคิด ความจำ สมองเสื่อมยังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม บุคลิกภาพ และจิตใจ เช่น มีอาการซึมเศร้า เกิดความวิตกกังวล มีความหวาดระแวง กระสับกระส่าย หรือบางคนอาจจะมีอาการประสาทหลอน

 

 

ศูนย์วิจัยอายุวัฒนะของญี่ปุ่นโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองได้ออกมาเปิดเผยถึงผลงานการวิจัยล่าสุดผ่านทางสถานีโทรทัศน์ NHK ว่าการออกกำลังกายสามารถช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อมได้ โดยปกติแล้วในเนื้อสมองของมนุษย์ทุกคนนั้นจะเต็มไปด้วยขยะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของกรดโปรตีนชนิดหนึ่งคือ เบตาอะไมลอยด์ (Beta-amyloid) ซึ่งมันจะเสื่อมสภาพกลายเป็นก้อนขยะเป็นจุดๆในเนื้อมันสมองตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะที่เราอายุยังน้อยอยู่นั้น การสูบฉีดเลือดภายในร่างกายของเราจะดูดเอาขยะพวกนี้ออกไปจากสมองและขับออกไปจากร่างกายทางการขับถ่ายในทุกๆวัน แต่สำหรับคนที่อายุมากขึ้น การสูบฉีดเลือดแย่ลง อัตราการขยายตัวหดตัวของหลอดเลือดลดต่ำลง ความสามารถในการดูดเอาขยะจากมันสมองไปทิ้งก็จะเสื่อมถอยลงตามไปด้วย

จากการทดลองกับอาสาสมัครทั่วประเทศทั้งผู้สูงอายุ หนุ่มสาวนักศึกษาแพทย์ และหนูทดลอง พบว่า คนหนุ่มสาวที่ถูกจัดให้พักอยู่ในห้องพักที่มีทีวีขนาดใหญ่ และเครื่องเล่นวีดีโอภาพยนตร์ต่างๆให้ชม พร้อมอาหารว่าง ขนมขบเคี้ยวต่างๆ อำนวยความสะดวกอย่างดี ผลจากการตรวจเลือดพบว่า ทั้งแรงสูบฉีดเลือด และความสามารถในการกำจัดขยะออกจากมันสมองลดต่ำลงถึงกว่าครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
ในขณะที่การทดลองกับผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นพบว่า ผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายด้วยวิธีเดินเร็ว เพียงวันละ 10-15 นาที สามารถป้องกันโรคสมองเสื่อมได้สูงถึง 80% จากปกติ พูดง่ายๆก็คือ การออกกำลังกายจะช่วยทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดส่งเข้าสู่หลอดเลือด หลอดเลือดจะขยายตัว บีบตัวหดตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถดูดเอาขยะออกจากสมองไปทิ้งได้เป็นอย่างดีเยี่ยมที่สุดนั่นเอง

 

ผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายด้วยวิธีเดินเร็ว จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรค สมองเสื่อม อาการ ต่างๆได้

 

 

การทานอาหารประเภทถั่ว ธัญพืช ผักใบเขียว ฟักทอง ปลาทุกชนิด รับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ จากการทดลองของศูนย์วิจัยอายุวัฒนะของญี่ปุ่น พบว่า ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นที่กินถั่วลิสงคั่วทั้งเปลือกบางๆ วันละ 10-15 เมล็ด ร่วมกับการเดินเร็ววันละ 10-15 นาที ช่วยพัฒนาความจำ และมีค่าความแจ่มใสของมันสมองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การทานองุ่นแดงทั้งเปลือก ไวน์แดงครั้งละหนึ่งแก้ว น้ำมันงาขี้ม่อน น้ำมันมะกอก ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน
สรุปง่ายๆ ก็คือ ผู้สูงวัยสามารถหลีกเลี่ยงโรคสมองเสื่อมด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นบริหารสมองด้วยการทำกิจกรรมต่างๆ และอย่าลืมตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอนะคะ

 

แบบทดสอบโรคสมองเสื่อมเบื้องต้น  https://www.honestdocs.co/dementia-assessment-test