โรคเบาหวาน เป็นโรคที่สามารถพบได้ในคนทุกเพศทุกวัย และปัจจุบันอัตราการเป็นโรคเบาหวานของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในวัยผู้สูงอายุ รู้หรือไม่ว่า…โรคเบาหวานเป็นสาเหตุการ ตายอันดับต้นๆ ของผู้สูงอายุ!! ซึ่งเป้าหมายหลักในการดูแลรักษาโรคดังกล่าว คือ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปกติมากที่สุดแต่จากมีเพียง 3 % ของผู้ที่เป็นเบาหวานเท่านั้นที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ผู้สูงอายุมีข้อจำกัดในการดูแลตนเองในหลายๆด้าน ผู้สูงอายุบางท่านก็ไม่ทราบว่าตนเองเป็นเบาหวาน ทำให้ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีภายในเวลาที่เหมาะสม ดังนั้น หากมีผู้สูงอายุภายในบ้านเป็นโรคเบาหวาน ผู้ดูแล รวมถึงสมาชิกในครอบครัว ก็ควรทราบข้อมูลของโรคเบื้องต้น และวิธีการดูแล เพื่อช่วยกันดูแลให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่แข็งแรง และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขค่ะ ดังนั้นในบทความนี้ เราจะนำเสนอ ข้อมูลเกี่ยวกับโรคเบาหวาน วิธีการสังเกตอาการ และวิธีการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานเบื้องต้นค่ะ

สารบัญเนื้อหา

  1. โรคเบาหวาน คืออะไร?
  2. สาเหตุ และปัจจัย
  3. ผลกระทบของโรคเบาหวาน
  4. จะรู้ได้อย่างไรว่ามีความเสี่ยง?

โรคเบาหวาน คืออะไร ?

โรคเบาหวานคือ ภาวะที่ฮอร์โมน อินซูลิน ในร่างกายของเราไม่สมดุล อาจจะเกิดจากตับอ่อนผลิต อินซูลินไม่เพียงพอ หรือ เซลล์ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน ซึ่งมีหน้าที่ในการนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์เพื่อเผาผลาญให้เป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินไม่สามารถทำหน้าที่ได้จึงส่งผลให้น้ำตาลตกค้างอยู่ในกระแสเลือดมาก

เบาหวานแบ่งออกเป็น 3 ชนิด

  • เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันไปทำลายเซลล์ตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน ปกติแล้วจะพบในเด็กและผู้ใหญ่อายุน้อย ซึ่งจะต้องได้รับยาอินซูลินเพื่อรักษา
  • เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากการดื้อต่ออินซูลิน คือ ภาวะที่ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ หรือไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนใหญ่คนมักเป็นเบาหวานประเภทนี้กัน ผู้ที่มีน้ำหนักเกินจะมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ
    โรคเบาหวานที่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น โรคตับอ่อน โรคทางพันธุกรรม จากการใช้ยา เช่น สเตอรอยด์ ยาคุมกำเนิด ยาขับปัสสาวะ หรือ เกิดจากการติดเชื้อ
  • เบาหวานระหว่างมีครรภ์ โรคเบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยในขณะตั้งครรภ์ มักเกิดในหญิงมีครรภ์ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ร่วมกับผลของฮอร์โมนจากรก และฮอร์โมนเพศที่เพิ่มสูงมากขณะตั้งครรภ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายกับเด็กในครรภ์ได้ ส่วนใหญ่ระดับน้ำตาลในเลือดจะกลับเป็นปกติหลังคลอดบุตร

โรคเบาหวาน

สาเหตุ และปัจจัยที่ทำให้เป็น โรคเบาหวาน

เบาหวานเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุด้วยกัน ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็คือการรับประทานน้ำตาลและไขมันในปริมาณที่มากเกินไป จนส่งผลให้อินซูลินไม่สมดุล

  • กรรมพันธุ์ สำหรับผู้ที่มีพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เป็นเบาหวานมาก่อน ก็อาจจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้เช่นเดียวกัน
  • ความอ้วน เนื่องจากไขมันส่วนเกินจะทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการจัดการน้ำตาลและไขมันต่ำลง
  • ความผิดปกติของตับอ่อน เนื่องจากตับอ่อนจะทำหน้าที่ในการผลิตอินซูลิน ดังนั้นหากตับอ่อนเกิดความผิดปกติก็ย่อมส่งผลต่อการเกิดโรคเบาหวานได้ด้วย นอกจากนี้ ในคนที่ดื่มเหล้าหรือรับประทานยาที่มีผลต่อตับอ่อนก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานได้สูงเช่นกัน

ผู้ที่เป็นเบาหวานโดยทั่วไปแล้วนั้นมักเป็นผู้ที่ละเลยในการเลือกรับประทานอาหาร มีพฤติกรรมการดำรงชีวิตที่ไม่เหมาะสม รับประทานอาหารมากเกินความต้องการ อาหารที่รับประทานไม่ถูกหลักโภชนาการ ขาดการออกกำลังกาย ใช้อุปกรณ์ผ่อนแรงหลากหลาย และภาวะเร่งรีบของชีวิตคนในเมือง รวมทั้งภาวะเครียด ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้หลายๆคนเป็นเบาหวานโดยที่ไม่รู้ตัว

 

แล้วถ้าเป็น โรคเบาหวาน แล้ว ยังมีพฤติกรรมการทานอาหารเหมือนเดิมหล่ะ?

ถึงจะเป็นโรคที่ดูไม่น่ากลัว แต่ความจริงแล้วโรคเบาหวานเป็นโรคที่อันตรายมาก ถ้าไม่ได้รับการเอาใจใส่ในการรักษาที่เหมาะสม โรคเบาหวานก็ไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต แต่ทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต หรือเกิดความพิการในบางส่วนของร่างกายแทน
ผลกระทบเฉียบพลัน พบได้ในกรณีที่มีระดับน้ำตาลสูงมาก ทำให้เกิดอาการซึมลง ไม่รู้สึกตัวและอาจเสียชีวิต และ ผลกระทบเรื้อรัง ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีเป็นระยะเวลานานๆ ทำให้มีผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ เช่น

  • หัวใจ ทำให้เป็น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือตีบตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายไปบางส่วน จนถึงขั้นหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตในที่สุด นับว่าเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งที่มาจากโรคเบาหวานเลยทีเดียว
  • ไต เป็นโรค ไตวาย ซึ่งเกิดจากเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตภายใน 3 ปี นับจากแรกเริ่มมีอาการ
  • ตา หาก เบาหวานขึ้นตา อาการเริ่มแรกคือ ตามัว และตาบอดในที่สุด
  • สมอง มีอาการที่เส้นเลือดสมองตีบ ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ร่างกายไม่ตอบสนองต่อความรู้สึก และหากเนื้อสมองขาดเลือดในบริเวณกว้าง ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้
  • เท้า และมือ หากหลอดเลือดเล็กๆ ที่มาเลี้ยงเส้นประสาทบริเวณปลายมือปลายเท้าเกิดพยาธิสภาพ ก็จะทำให้เส้นประสาทนั้นไม่สามารถนำความรู้สึกต่อไปได้ เมื่อผู้ป่วยมีแผล ผู้ป่วยก็จะไม่รู้ตัว และไม่ดูแลแผลดังกล่าว ประกอบกับเลือดผู้ป่วยมีน้ำตาลสูง จึงเป็นอาหารอย่างดีให้กับเหล่าเชื้อโรค และแล้วแผลก็จะเน่า และนำไปสู่การรักษาโดยการตัดแขนและตัดขา

ผลกระทบเบาหวาน

รู้ได้อย่างไร ว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็น โรคเบาหวาน ?

  1. ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ โดยเฉพาะเวลากลางคืน และรู้สึกหิวน้ำบ่อยขึ้น เนื่องจากร่างกายต้องการน้ำมาทดแทนส่วนที่สูญเสียไปจากการปัสสาวะ
  2. น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งๆที่ไม่ได้ควบคุมอาหาร หรือออกกำลังกายเลย อาจะเป็นเพราะ ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ จึงทำให้ร่างกายสลายพลังงานจากไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อแทน จึงเป็นสาเหตุให้น้ำหนักลดนั่นเอง
  3. เป็นแผลแล้วหายช้ากว่าปกติ อาจะเป็นเพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงไปขัดขวางการทำงานของหลอดเลือด ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณบาดแผลได้น้อย จึงทำให้แผลหายช้าและมีสิทธิ์จะลุกลามเป็นแผลขนาดใหญ่ขึ้น หากไม่ได้รับการดูแลทำความสะอาดที่ดี
  4. เหนื่อยง่ายกว่าปกติ สาเหตุเกิดจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ จึงทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย และรู้สึกอ่อนเพลีย

การสังเกตอาการเสี่ยงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราเตรียมรับมือและหาวิธีแก้ไขได้ หากลองสังเกต แล้วมีความเสี่ยง แนะนำว่า ให้ซื้อเครื่องวัดน้ำตาลมาตรวจเบื้องต้น ( อ่านบทความ : วิธีการเลือกซื้อเครื่องตรวจเบาหวาน / เครื่องวัดน้ำตาล ) หรือไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อจะได้เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที อย่าชะล่าใจนะคะ เพราะเป็นแล้วเป็นเลย ไม่หายขาด หลายๆคนยังเข้าใจผิดว่า โรคเบาหวานเป็นโรคที่รับประทานยา แล้วก็หายขาดเหมือนโรคทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาดค่ะ

หลังจากอ่านบทความนี้จบ หลายๆท่านอาจจะคิดว่า โรคเบาหวานเป็นโรคที่น่ากลัว แต่ความจริงเเล้วตัวเรานี่แหละค่ะ ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถป้องกันหรือลดโอกาสการเกิดโรคนี้ได้ด้วยการใส่ใจดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม ( อ่านบทความ : อาหารสำหรับคนเป็นเบาหวาน กินอย่างไรดี? ) และหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ ผู้เขียนหวังว่าข้อมูลในบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน และสามารถนำไปใช้ดูแลผู้สูงอายุ หรือคนรอบข้างของเราได้ไม่มากก็น้อยนะคะ ♥