หลายๆคน หากได้มีโอกาสไปโรงพยาบาล คงเห็นป้ายโฆษณา Package ตรวจสุขภาพ ประจำปีมากมาย ที่ระบุโปรแกรมการตรวจโรคยาวจนลายตา ตัวผู้เขียนเองพอเห็นป้ายเหล่านี้ก็อดคิดไม่ได้ว่าเราจำเป็นต้องตรวจทั้งหมดนี้จริงๆไหม? หรือความจริงแล้วเราควรตรวจสุขภาพเมื่อไหร่? อย่างไร? จึงจะเหมาะสม วันนี้ผู้เขียนเลยอยากเอาความรู้ที่ได้ไปศึกษามาแชร์ให้ทุกคนทราบแนวทางการตรวจสุขภาพที่เหมาะกับแต่คนกันค่ะ

ตรวจสุขภาพ คือ ?

การตรวจสุขภาพ คือ การตรวจร่างกายในภาวะที่ร่างกายของเราเป็นปกติดี ไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ โดยมีวัตถุประสงค์ในการค้นหาปัจจัยเสี่ยง และภาวะผิดปกติ เพื่อให้ทราบแนวทางป้องกันการเกิดโรคร้ายแรง หรือเรื้อรังก่อนที่จะสายเกินไป ในทุกช่วงอายุควรเข้ารับการตรวจสุขภาพ ซึ่งสามารถเลือก ตรวจสุขภาพประจำปี โรงพยาบาลรัฐ หรือเอกชนก็ได้เหมือนกันค่ะ

ตรวจสุขภาพทั่วไปตรวจอะไรบ้าง ?

รู้หรือไม่ว่าในแต่ละช่วงอายุ รายการตรวจสุขภาพไม่เหมือนกัน กระทรวงสาธารณสุข แบ่งช่วงอายุของประชาชนที่ควรได้รับการตรวจสุขภาพประจำปีเป็น 4 กลุ่ม

ตรวจสุขภาพ

1. การตรวจสุขภาพในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น (อายุ 0-18 ปี)
สำหรับการตรวจสุขภาพในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นจะมุ่งเน้นไปที่การตรวจร่างกายทั่วไป (ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง) เพื่อค้นหาความผิดปกติ ประเมินการเจริญเติบโตตามวัย และเฝ้าระวังด้านพัฒนาการ รวมไปถึงการให้วัคซีนต่าง ๆ ตามกำหนดเวลาเพื่อป้องกันการเกิดโรค

  1. แรกเกิด – 7 วัน
    • ตรวจร่างกายทั่วไป
    • ประเมินภาวะตัวเหลือง (Neonatal hyperbilirubinemia)
    • เจาะเลือดตรวจคัดกรองภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ ( Congenital Hypothyroidism: CHT)
    • ฉีดวัคซีนบีซีจี (BCG vaccine หรือ Bacillus Calmette Guerin vaccine) ป้องกันวัณโรค
    • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)
  2. อายุ 0-6 เดือน
    • ควรได้รับการตรวจประเมินการได้ยิน 1 ครั้ง
  3. อายุ 6-12 เดือน
    • ควรได้รับการตรวจทางทันตกรรม 1 ครั้ง (กรณีที่ยังไม่ได้ตรวจ แนะนำให้ตรวจภายในช่วง 1-2 ปี)
    • ตรวจคัดกรองภาวะตาเหล่ ตาเข ภาวะข้อสะโพกหลุด และความผิดปกติของอวัยวะเพศ
    • ตรวจวัดระดับความเข้มข้นของเลือด (ฮีมาโทคริต/ฮีโมโกลบิน) เพื่อคัดกรองภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก อย่างน้อย 1 ครั้ง
  4. อายุ 2-4 ปี
    • ควรได้รับการตรวจคัดกรองพัฒนาการ 1 ครั้ง
  5. อายุ 3-6 ปี
    • ควรได้รับการตรวจวัดความดันโลหิตและวัดสายตา 1 ครั้ง และควรได้รับการตรวจวัดระดับความเข้มข้นของเลือด (ฮีมาโทคริต/ฮีโมโกลบิน) เพื่อคัดกรองภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กอีก 1 ครั้ง
  6. อายุ 8, 10 ปี และช่วงอายุ 11-14, 15-18 ปี
    • ควรได้รับการตรวจวัดความดันโลหิตและวัดสายตาช่วงอายุละ 1 ครั้ง
  7. อายุ 11-18 ปี (สำหรับผู้หญิง)
    • ควรได้รับการตรวจความเข้มข้นของเลือด (ฮีมาโทคริต/ฮีโมโกลบิน) เพื่อคัดกรองภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กอีก 1 ครั้ง

2. การตรวจสุขภาพในกลุ่มวัยทำงาน (อายุ 18-60 ปี)

บุคลากรทางการแพทย์จะซักประวัติเพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรค โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ครอบครัวมีประวัติป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน และการตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดความดันโลหิต ช่วยในการตรวจคัดกรองโรคหรือภาวะบางอย่าง ซึ่งการตรวจร่างกายดังกล่าวควรตรวจปีละครั้ง หรือทุกครั้งที่ไปพบแพทย์ด้วยเรื่องอื่น

  1. ตรวจสุขภาพช่องปาก
    ควรได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากและฟันจากทันตแพทย์หรือทันตภิบาลเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง
  2. ตรวจการได้ยิน
    ควรได้รับการตรวจการได้ยินด้วยการใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ถูกันเบา ๆ ห่างจากรูหูประมาณ 1 นิ้ว ปีละ 1 ครั้ง
  3. แบบประเมินสภาวะสุขภาพ
    • ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
    • ภาวะซึมเศร้า
    • การติดนิโคตินในผู้สูบบุหรี่ (ตรวจเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่)
    • การดื่มแอลกอฮอล์ (ตรวจเฉพาะผู้ที่ดื่ม)
    • การใช้ยาและสารเสพติด (ตรวจเฉพาะผู้ที่ใช้สารเสพติด)
  4. ตรวจสุขภาพเพิ่มเติม
    • การตรวจตา : บุคคลตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจวัดสายตาและตรวจคัดกรองโรคต้อหิน ภาวะความดันลูกตาสูง และความผิดปกติอื่น ๆ โดยทีมจักษุแพทย์ อย่างน้อย 1 ครั้ง
    • การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (Chest x-ray) : ช่วยตรวจหาวัณโรค โรคปอดเรื้อรังบางชนิด หรือรอยโรคผิดปกติอื่น ๆ ในปอด (เฉพาะคนที่มีความเสี่ยง เช่น คนที่ไอเรื้อรัง เจ็บหน้าอก หรือมีอาการสงสัยว่าป่วยเป็นวัณโรค และมะเร็งปอด)
    • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) : ช่วยในการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจาง รวมทั้งอาจตรวจพบความผิดปกติอื่น ๆ เช่น เม็ดเลือดหรือเกล็ดเลือดผิดปกติ 
    • ตรวจระดับไขมันในเลือด : ควรตรวจระดับไขมันในเลือดทุก 5 ปี เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
    • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด : อายุ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุก 3 ปี เพื่อช่วยตรวจกรองความเสี่ยงโรคเบาหวาน ( หากมีเครื่องตรวจเบาหวานเป็นของตนเอง ควรตรวจเป็นประจำทุกเดือน | อ่านบทความ : เลือกซื้อเครื่องตรวจเบาหวาน )
    • ตรวจปัสสาวะ : เพื่อช่วยตรวจคัดกรองโรคไตบางชนิด 
    • ตรวจอุจจาระ : บุคคลตั้งแต่อายุ 50 ปีข้ึนไป ควรได้รับการตรวจอุจจาระ เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ปีละ 1 ครั้ง
    • ตรวจวัดระดับกรดยูริก : เพื่อช่วยประเมินระดับกรดยูริกซึ่งอาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเกาต์หรือนิ่วกรดยูริก (ตรวจเฉพาะคนที่มีอาการปวดข้อ มีอาการข้ออักเสบ หรือข้อพิการ ซี่งสุ่มเสี่ยงเป็นโรคเกาต์เท่านั้น)
    • การตรวจการทำงานไต : เพื่อเช็กสมรรถภาพการทำงานของไต
    • การตรวจการทำงานตับ : เพื่อเช็กการทำงานของตับ
    • ตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) : เฉพาะคนที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 ควรได้รับการตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) โดยตรวจเพียงคร้ังเดีย
  5. ตรวจสุขภาพเพิ่มเติมสำหรับเพศหญิง
    • ตรวจเต้านม : ผู้หญิงในช่วงอายุ 30-39 ปี ควรได้รับการตรวจเต้านมทุก ๆ 3 ปี จากแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข ที่ได้รับการฝึกอบรม และอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเต้านมเป็นประจำทุกปี
    • ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก : ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองด้วย Pap’s smear ทุก 3 ปี หรือวิธีป้ายหาความผิดปกติโดยใช้กรดอะซิติก (VIA) ทุก 5 ปี ทว่าหากมีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจด้วยวิธี Pap’s smear แม้ว่าจะเคยหรือไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็ตาม

ตรวจสุขภาพ

3. การตรวจสุขภาพในกลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป)

นอกจากการตรวจสุขภาพขั้นพื้นฐานแล้ว ผู้สูงอายุทั้งเพศชาย และหญิงควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม ดังนี้

  1. ตรวจสุขภาพเพิ่มเติม
    • การตรวจตา : บุคคลอายุ 60-64 ปี ควรได้รับการตรวจตาโดยทีมจักษุแพทย์ทุก 2-4 ปี แต่สำหรับบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจตาโดยทีมจักษุแพทย์ทุก 1-2 ปี
    • ตรวจอุจจาระ : ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจอุจจาระ เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ปีละ 1 ครั้ง
    • การประเมินภาวะสุขภาพ : โดยจะประเมินจากภาวะโภชนาการ ความเสี่ยงภาวะกระดูกพรุน การทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน และหากอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรได้รับการประเมินสมรรถภาพการทำงานของสมองเพิ่มเติม
    • ตรวจระดับไขมันในเลือดทุก 5 ปี
    • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุกปี
    • ตรวจระดับครีอะทินีน (Creatinine) ในเลือดทุกปี เพื่อประเมินภาวะการทำงานของไต
    • ตรวจปัสสาวะทุกปี
    • หากอายุ 70 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ทุกปี
  2. ตรวจสุขภาพเพิ่มเติมสำหรับเพศหญิง
    • ตรวจเต้านม : ผู้หญิงวัย 60-69 ปี ควรได้รับการตรวจเต้านมทุกปีโดยแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขที่ได้รับการฝึกอบรม และสำหรับผู้สูงวัยเพศหญิงอายุ 70 ปีขึ้นไป ควรตรวจตามความเหมาะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ทำการตรวจสุขภาพ
    • ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก : เพศหญิงอายุ 60-64 ปี ควรได้รับการตรวจคัดกรองด้วยวิธี Pap smear ทุก ๆ 3 ปี ส่วนหญิงสูงวัยอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรตรวจตามความเหมาะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ทำการตรวจสุขภาพ

การ ตรวจสุขภาพ ที่ไม่แนะนำ หรือไม่ได้มีความจำเป็นกับทุกคน มีอะไรบ้าง

  1. การตรวจสุขภาพด้วยเอกซเรย์ปอด มีโอกาสให้ผลผิดพลาดค่อนข้างสูง ก่อให้เกิดความวิตกกังวลและเป็นการสิ้นเปลือง หากไปตรวจยืนยันเพิ่มเติม
  2. การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยการตรวจระดับสารพีเอสเอในเลือด เนื่องจากผลตรวจผิดพลาด อาจะส่งผลให้ต้องรับการตรวจซ้ำที่ซับซ้อน เช่น การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจหามะเร็ง อันอาจเพิ่มภาวะเสี่ยงติดเชื้อจากแผลได้อีก
  3. การตรวจระดับกรดยูริกในเลือด ได้ผลค่อนข้างไม่แน่นอน และอาจเสี่ยงต่อการได้รับยาลดกรดยูริกเกินความจำเป็น ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการแพ้ยารุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
  4. การตรวจระดับบียูเอ็น (BUN) ในเลือด ไม่มีประโยชน์ต่อการคัดกรองภาวะไตเสื่อม
  5. การตรวจเอนไซม์ตับ ไม่พบประโยชน์ในการตรวจคัดกรองในคนปกติทั่วไป ฉะนั้นการตรวจเอนไซ์ตับจึงไม่ใช่รายการตรวจสุขภาพที่จำเป็นและมีประโยชน์ค่ะ
  6. การตรวจระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด มีประโยชน์ต่อการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยมาก
  7. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) มีโอกาสคลาดเคลื่อนค่อนข้างสูง ดังนั้นรายการตรวจสุขภาพรายการนี้จึงจำเป็นแค่กับคนที่มีโรคประจำตัวและโรคเรื้อรังอย่าง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ
  8. การตรวจสารบ่งชี้มะเร็งในเลือด (Tumor markers) ทางแพทย์จะใช้ในการติดตามผลการรักษาและการกลับไปเป็นซ้ำของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

ค้นหารายการตรวจสุขภาพที่เหมาะกับคุณ >>> http://www.healthcheckup.in.th/